การใส่อาหารสายยางนานเกินไป ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรการใส่สายยางให้อาหาร (โดยเฉพาะสายทางจมูก หรือ NG Tube) เป็นวิธีการช่วยเหลือในระยะสั้นถึงระยะกลาง แต่หากต้องใส่นานติดต่อกันหลายเดือนหรือเป็นปีโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนหรือประเมินใหม่ จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้หลายด้านดังนี้ครับ
1. ผลเสียต่อเนื้อเยื่อและโครงสร้างร่างกาย
แผลกดทับภายใน (Internal Pressure Sores): สายยางที่แข็งหรือค้างไว้นานจะกดทับเนื้อเยื่อในโพรงจมูก คอหอย และหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผล หรือมีเลือดออกได้
หูรูดหลอดอาหารเสื่อม: การมีสายพาดผ่านหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารตลอดเวลา ทำให้หูรูดปิดไม่สนิท ส่งผลให้ น้ำย่อยและอาหารไหลย้อนกลับ (GERD) ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงปอดอักเสบจากการสำลัก
ไซนัสอักเสบ (Sinusitis): สายยางในโพรงจมูกอาจไปอุดกั้นทางระบายของไซนัส ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและกลายเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง
2. ผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร
ลำไส้ทำงานน้อยลง (Gut Atrophy): หากไม่มีการกระตุ้นจากการเคี้ยวหรือการทำงานตามธรรมชาติของระบบย่อยอาหารเลย ลำไส้อาจเริ่มฝ่อลีบและประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารลดลง
ภาวะกลืนลำบาก (Disuse Atrophy): กล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนหากไม่ได้ใช้งานนานๆ จะเริ่มอ่อนแรง ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ผู้ป่วยอาจจะกลับมาทานเองได้ จะทำได้ยากขึ้นและเสี่ยงสำลักมากกว่าเดิม
3. ผลเสียต่อสุขภาพช่องปาก
คราบหินปูนและเชื้อรา: เมื่อไม่ได้ใช้ปากเคี้ยวอาหาร น้ำลายจะหลั่งน้อยลง ทำให้ปากแห้ง แบคทีเรียและเชื้อรา (เช่น ฝ้าขาวในปาก) เติบโตได้ดี หากสำลักน้ำลายที่สกปรกเข้าปอดจะติดเชื้อรุนแรงได้
4. ผลเสียด้านจิตใจ (Psychological Impact)
ความทุกข์ทรมานสะสม: การมีสิ่งแปลกปลอมคาอยู่ในจมูกและคอตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความรำคาญ เจ็บปวด และบั่นทอนกำลังใจของผู้ป่วยอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยหงุดหงิดหรือซึมเศร้าได้
💡 ข้อแนะนำ: เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนวิธี?
หากแพทย์ประเมินว่าผู้ป่วยต้องได้รับอาหารทางสายยาง นานเกิน 4-6 สัปดาห์ขึ้นไป แพทย์มักจะแนะนำให้เปลี่ยนจากการใส่สายทางจมูก (NG Tube) เป็น "การเจาะหน้าท้อง" (PEG - Percutaneous Endoscopic Gastrostomy) แทนครับ
ข้อดีของการเจาะหน้าท้องเมื่อต้องให้ระยะยาว:
ลดความเสี่ยงปอดอักเสบ: เพราะไม่มีสายเปิดค้างที่หูรูดหลอดอาหาร
สบายตัวกว่า: ไม่มีสายระโยงระยางที่ใบหน้า ไม่เจ็บจมูกและคอ
ดูแลรักษาง่าย: สายมีความคงทนกว่า และลดโอกาสสายหลุดจากการดึงของผู้ป่วย
ภาพลักษณ์ดีขึ้น: สามารถใส่เสื้อผ้าทับได้มิดชิด ผู้ป่วยรู้สึกมีศักดิ์ศรีมากขึ้น
สรุป: หากผู้ป่วยต้องใส่สายนานเกินไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมในการทำ PEG เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าและลดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวครับ